8187ede47809cc531ef4b711057ff146.jpg

กองความปลอดภัยแรงงานดำเนินการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ภายใต้โครงการสร้างความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในองค์กรภาครัฐ

Post by Osh7
on 23 พฤษภาคม 2561
ฮิต: 1135

เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑ กองความปลอดภัยแรงงาน โดยนายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส ผู้อำนวยการกองความปลอดภัยแรงงาน ได้ดำเนินการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ณ พื้นที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ส่วนแยกตลิ่งชัน) ภายใต้โครงการสร้างความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในองค์กรภาครัฐ เนื่องจากตระหนักถึงความสำคัญเกี่ยวกับการเกิดอัคคีภัยในหน่วยงานภาครัฐซึ่งอัคคีภัยถือว่าเป็นสาธารณภัยประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากความประมาท ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดความรู้ ความเข้าใจในการปฏิบัติตน รวมถึงการป้องกันและระงับอัคคีภัยเบื้องต้น อีกทั้งยังสอดคล้องตามข้อกำหนดข้อที่ ๓๐ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ ภายใต้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔

ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว มีหน่วยงานที่ปฏิบัติงานภายในบริเวณพื้นที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ส่วนแยกตลิ่งชัน) เข้าร่วมดำเนินการ ๔ หน่วยงาน ประกอบด้วย

- กองความปลอดภัยแรงงาน

- สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ๗

- สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน)

- สมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย)

รวมจำนวนทั้งสิ้น ๑๘๓ คน โดยมีการดำเนินการ ดังนี้

๑. การฝึกอบรมดับเพลิงขั้นต้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรของทุกหน่วยงานมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีการเกิดเพลิงไหม้ เครื่องมือดับเพลิงชนิดต่าง ๆ การฝึกการใช้แก๊สและระงับเหตุจากแก๊สรั่วติดไฟโดยทีมวิทยากรจาก บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน)

๒. การฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ เพื่อให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรของทุกหน่วยงานมีความรู้ มีทักษะด้านการวางแผนการดับเพลิง วิธีการดับเพลิง การใช้อุปกรณ์ดับเพลิง ตลอดจนมีประสบการณ์ในการป้องกันและระงับอัคคีภัย อพยพหนีไฟ และสามารถอพยพหนีไฟได้อย่างปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยทีมวิทยากรจาก บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถานีดับเพลิงบางขุนนนท์ โรงพยาบาลเจ้าพระยา และสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน

 

กสร. เตรียมประกาศกฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยคนทำงานที่สูง ย้ำนายจ้างต้องจัดมาตรการพร้อมดูแลความปลอดภัยลูกจ้าง

Post by Osh7
on 22 พฤษภาคม 2561
ฮิต: 240

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เตรียมประกาศใช้กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในสถานที่ที่อันตรายจากการตกจากที่สูงวัสดุกระเด็น ตกหล่น และพังทลาย พ.ศ. .... มุ่งคุ้มครองความปลอดภัยของลูกจ้างที่ทำงานที่สูง ย้ำนายจ้างต้องจัดมาตรการพร้อมดูแลความปลอดภัยลูกจ้าง

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการ ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในสถานที่ที่อันตรายจากการตกจากที่สูงวัสดุกระเด็น ตกหล่น และพังทลาย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยมีสาระสำคัญ อาทิ กำหนดให้นายจ้าง จัดให้มีข้อบังคับและขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยเพื่อการทำงานในที่สูง ดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่เหมาะสมตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงาน รวมไปถึงการบำรุงรักษาและตรวจสอบสภาพของอุปกรณ์ให้มีความปลอดภัยก่อนใช้งาน กรณีที่ลูกจ้างทำงานในที่สูงหรือที่ลาดชัน นายจ้างต้องจัดให้มีนั่งร้าน ราวกั้นหรือรั้วกันตก เข็มขัดนิรภัยและสายช่วยชีวิตหรืออุปกรณ์อื่น ๆ สำหรับการป้องกันอันตรายจากวัสดุกระเด็น ตกหล่น และพังทลาย นายจ้างต้องจัดให้มีราง ปล่อง เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมป้องกันอันตรายจากวัสดุสิ่งของกระเด็น ตลอดจนกำหนดเขตอันตรายและติดป้ายเตือน รวมทั้งจัดให้มีสิ่งปิดกั้นเพื่อป้องกันลูกจ้างได้รับอันตรายจากการตกลงไปภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุ ทั้งนี้ หากนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อธิบดีกสร. กล่าวต่อไปว่า การยกร่างกฎหมายดังกล่าวก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้และคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานให้กับลูกจ้างที่ทำงานที่สูงได้อย่างทั่วถึง ซึ่งขณะนี้กฎกระทรวงดังกล่าวอยู่ระหว่างนำส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา เพื่อเตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมาย

ก.แรงงาน จัดงาน 10 พฤษภาคม วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ 2561 ใช้กลไกประชารัฐสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand

Post by Osh7
on 11 พฤษภาคม 2561
ฮิต: 393

กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดงาน 10 พฤษภาคม วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ ประจำปี 2561 ในวันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม 2561 ใช้กลไกประชารัฐสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand ณ อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ส่วนแยกตลิ่งชัน) กรุงเทพฯ

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้วันที่ 10 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รำลึกถึงเหตุโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงงานผลิตตุ๊กตาเคเดอร์ จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 และตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน รวมทั้งเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมมือกันดำเนินงานด้านความปลอดภัยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ดี ปลอดภัยจากอุบัติเหตุและมีสุขภาพอนามัยดี ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้กำหนดให้การขับเคลื่อน "ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของประเทศไทยหรือ Safety Thailand" เป็นนโยบายเร่งด่วนในการดำเนินการ ด้วยการตรวจบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยแก่ผู้เกี่ยวข้อง

และบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อผลสัมฤทธิ์ที่จะมีต่อประชาชน คือ การลดอัตราการประสบอันตรายและการเสียชีวิตจากการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดงานวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ ประจำปี 2561 จัดขึ้นเพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นของภาครัฐในการที่จะดูแลแรงงานให้มีความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยที่ดี และแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการเป็นพลัง ขับเคลื่อน Safety Thailand ร่วมกับกระทรวงแรงงานตามแนวทางประชารัฐ เพื่อให้ความปลอดภัยในการทำงานเกิดเป็นวัฒนธรรมความปลอดภัย เพื่อให้คนไทยมีความมั่นคงและปลอดภัยอย่างแท้จริง

กสร. เร่งเพิ่มจป.วิชาชีพ ป้อนตลาดแรงงาน

Post by Osh7
on 17 พฤษภาคม 2561
ฮิต: 280

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เร่งเพิ่มจป.วิชาชีพ เปิดโอกาสจป.เทคนิคขั้นสูงปรับสถานะได้ เล็งปลดล็อคจบสาขาอื่นก็เป็นจป.ได้ พร้อมชวนเรียนอาชีวอนามัย เผยรายได้ดีมีงานรองรับ

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) เปิดเผยถึงปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือจป.ในระดับวิชาชีพ ว่า พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ได้กำหนดไว้ว่าผู้ที่จะทำหน้าที่เป็น จป. ระดับวิชาชีพจะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า ซึ่งปัจจุบันสถาบันการศึกษาสามารถผลิตบัณฑิตในสาขานี้ไม่ต่ำกว่า 3,000 คนต่อปี แต่สาเหตุที่ยังประสบปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่เนื่องจากบัณฑิตบางส่วนไม่ได้สนใจ จะประกอบวิชาชีพจป.ขณะที่บางคนไม่อยากไปทำงานไกลบ้าน ซึ่งมักพบปัญหาเหล่านี้กับสถานประกอบกิจการที่อยู่ในจังหวัดไกลๆ และไม่ได้อยู่ในแหล่งอุตสาหกรรม ทั้งนี้ กฎหมายปัจจุบันได้มีข้อกำหนดให้คนที่เป็นจป.เทคนิคขั้นสูงมาแล้ว 5 ปี และสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี โดยจะต้องผ่านการอบรมและทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดจึงสามารถเป็นจป.วิชาชีพได้ ซึ่งผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ดังกล่าวสามารถอบรมได้กับหน่วยฝึกอบรมที่ได้รับอนุญาตจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

อธิบดีกสร. กล่าวต่อไป กสร.ยังได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาเพื่อให้ผลิตบัณฑิตสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากบุคลากรในสาขานี้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานและได้รับค่าตอบแทนในอัตราสูง รวมไปถึงให้พิจารณาคุณวุฒิอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกันที่สามารถจะมาทำหน้าที่จป.วิชาชีพได้ หากพบว่ามีคุณสมบัติใกล้เคียงกสร.ก็จะกลับมาทบทวนกฎหมายเพื่อปลดล็อคข้อกำหนดของกฎหมายที่กำหนดไว้เฉพาะสาขา ทั้งนี้ การมีจป.วิชาชีพจะมีประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐที่จะมีผู้มีความรู้มาช่วยเหลือในเรื่องความปลอดภัยให้ทุกคนในสถานประกอบกิจการได้มีความปลอดภัยในการทำงาน

กสร. เผยสถิติอันตรายจากการทำงาน 6 ปี ลดต่อเนื่อง

Post by Osh7
on 10 พฤษภาคม 2561
ฮิต: 273

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เผยสถิติการประสบอันตรายจากการทำงานของลูกจ้างกรณีร้ายแรง6 ปี ลดลงต่อเนื่อง พร้อมชู 4 มาตรการ ลดการประสบอันตรายจากการทำงานอย่างยั่งยืน

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ สถิติการประสบอันตรายจากการทำงานของลูกจ้างกรณีร้ายแรง (เสียชีวิต ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะบางส่วน และหยุดงานเกินสามวัน) ในช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2555 มีอัตราการประสบอันตราย เท่ากับ 4.49 ต่อ 1,000 ราย ปี 2556 เท่ากับ 4.00 ต่อ 1,000 ราย ปี 2557 เท่ากับ 3.62 ต่อ 1,000 ราย ปี 2558 เท่ากับ 3.26 ต่อ 1,000 ราย ส่วนปี 2559 เท่ากับ 3.04 ต่อ 1,000 ราย และในปี 2560 เท่ากับ 2.88 ต่อ 1,000 ราย อย่างไรก็ตามการประสบอันตรายจากการทำงานของลูกจ้างนับเป็นความสูญเสียสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตัวลูกจ้าง ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ จึงต้องดำเนินการอย่างจริงจังโดยความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการลดการประสบอันตรายจากการทำงานให้เป็นไปอย่างยั่งยืน

"สำหรับแนวทางในการลดการประสบอันตรายจากการทำงานนั้น กสร.ได้กำหนดมาตรการสำคัญไว้ 4 มาตรการ คือ

1. สร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยในการทำงานแก่นายจ้าง ลูกจ้าง
2.รณรงค์สร้างจิตสำนึกแก่นายจ้างและลูกจ้าง ให้ตระหนักถึงอันตรายจากการทำงานและร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ไข

3. มาตรการในการบังคับใช้กฎหมาย โดยกระตุ้นเตือนให้นายจ้าง ลูกจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งตรวจสอบให้สถานประกอบกิจการมีการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด

และ 4.สร้างเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อช่วยกระจายความรู้ ความเข้าใจ และช่วยในการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดอันตรายจากการทำงาน" อธิบดีกสร. กล่าว